พระเจ้าแผ่นดินสยามในรัชกาลที่ 4 มี 2 พระองค์


     ในประวัติศาสตร์ชาติไทย แผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้มีพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สองเกิดขึ้น นั่นก็คือ พระอนุชาร่วมพระชนนี คือ เจ้าฟ้าจุฑามณี เป็นพระมหากษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง ทรงได้รับพระบวรราชาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 มีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า

"สมเด็จพระปวเรนทราเมศ มหิศเรศ รังสรรค์ มหรรต วรรคโชไชย มโหฬารคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ บวรจักรพรรดิราช บวรนาถบพิตร พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว"

     แต่เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นเสด็จสวรรคตเสียก่อนที่จะสิ้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินสืบต่อมา พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นกษัตริย์วังหน้านั้น จึงเป็นที่ทราบกันน้อยมาก เพราะแม้พระราชประวัติของพระองค์จะเป็นเพชรเม็ดงามเลิศก็ตามจริง แต่ก็ได้ฝังจมอยู่ในประราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดกาลสมัย

     เมื่อล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ขึ้นครองแผ่นดิน และทรงสถาปนาพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์อีกพระองค์นั้น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นก็ทรงระมัดระวังไม่เข้าไปก้าวก่ายในการบริหารราชการแผ่นดินของพระเชษฐาธิราช ด้วยพระองค์ทรงตระหนักอยู่เสมอว่า "เราที่สองรองภูมินทร์นามปิ่นเกล้า" พระองค์จึงให้ความสนพระทัยแต่ในกิจการทหาร การต่อเรือกลไฟ การช่างต่างๆ

     พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฯ ทรงพระปรีชาสามารถมาก ทรงรอบรู้งานใน ด้านต่าง ๆ มากมาย เช่น งานด้านกองทัพบก กองทัพเรือ ด้านต่างประเทศ วิชาช่างจักรกล และวิชาการปืนใหญ่ ทรงรอบรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี ถึงขั้นทรงแปลตำราปืนใหญ่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย

     มีรายละเอีดต่างๆในหลายแง่มุมถึงเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาพระอนุชาร่วมพระราชชชนนีขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สอง ตามเหตุผลของพระองค์เองที่ว่า ดวงพระชะตาของสมเด็จพระอนุชานั้นแรงถึงขนาดจะต้องได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน จึงควรสถาปนาสมเด็จพระอนุชาขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินพร้อมกับพระองค์เสียเลย

     แต่ทว่าด้วยเหตุผลนี้หลายคนที่เป็นผู้รู้วิเคราะห์ว่า ทั้งหมดเป็นกุศโลบาย เพราะการที่พระองค์สถาปนาพระอนุชาให้เป็นพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกับพระองค์ ก็เพื่อป้องกันปัญหามิให้เกิดความไม่เรียบร้อยขึ้นในทางการเมือง เพราะรัชกาลที่ 4 ทรงทราบดีว่า พระอนุชานั้นมีผู้คนนิยมยกย่องเป็นอันมาก มีผู้นับถืออย่างกว้างขวาง และทรงมีกำลังทหารอยู่ในบังคับบัญชาเป็นอันมากด้วยเช่นกัน ดังนั้นการสถาปนาพระอนุชาให้เป็นพระเข้าแผ่นดินอีกพระองค์เสียเลย ก็จะสมปรารถนาของทุกฝ่าย และปัญหาต่างๆก็จะไม่เกิดตามมา

วัดทางสาย


       วัดทางสาย นั้นตั้งอยู่ริมทะเลบ้านกรูด ตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  เป็นแหล่งเรียนรู้ในด้าน สถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม ศาสนา และแหล่งเรียนรู้ด้านนิเวศวิทยามี ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุที่สำคัญ ในวัดนี้ ประกอบด้วย  พระพุทธกิติสิริชัย หรือ ที่ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อใหญ่ พระพุทธรูปปางสมาธิแบบศิลปะคันธาระ หันพระพักตร์ออกทะเล พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ หรือ พระมหาเจดีย์เก้ายอด  พระปรางค์ จัตุรมุขสูงสามชั้น สามารถมองเห็นได้แต่ไกล พระตำหนักกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาปักธงชัย ซึ่งเป็น จุดชมวิวที่สวยงามสามารถมองเห็นชายหาดบ้านกรูด เวิ้งอ่าวและทิวมะพร้าวสุดสายตา เหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นและตก  


1. พระพุทธกิติสิริชัย
ชาวบ้านมักเรียกกันว่า หลวงพ่อใหญ่เป็น พระพุทธรูปปางสมาธิแบบศิลปะคันธาระหันพระพักตร์ออกทะเล ชาวบางสะพานสร้างขึ้น เพื่อ น้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสที่พระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5  รอบ พระพุทธกิติสิริชัย เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่หน้าตักกว้าง 5 วา อันเปรียบได้กับขันธุ์ทั้ง 5 มีความสูงพร้อมฐาน 9 วา อันเปรียบได้กับนวโลกฤตตรธรรม 9 (มรรค 4 ผล 4 นิพาน 1) ฐานกว้างโดยรอบ 16 วา อันเปรียบได้กับ โสฬสญาณ คือญาณ 16  มีศาลาพัก 3 หลัง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ทางเดินขึ้น 2 ข้างเปรียบได้กับ สมถะและวิปัสสนา อันเป็นวิถีทางเดิน รูปทรงแบบ คันทาราช (ปางตรัสรู้) ลักษณะประทับนั่งขัดสมาธิดอกบัว ฐานผ้าทิพย์มีพระนามาภิไธยย่อ ส.ก. พระพุทธกิติสิริชัยได้ทำพิธีสมโภช และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2539 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จเป็น องค์ประธาน ในการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และทรงวางศิลาฤกษ์พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ


2. พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ
เป็นพระมหาธาตุเจดีย์ขนาดใหญ่ มีความสวยงามวิจิตรตระการตาตามแบบไทยแท้ อันหาดูได้ยากยิ่งคณะสงฆ์และ พสกนิกรผู้จงรัก ภักดีใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ประกาศความภักดีดยร่วมใจกันสร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้าถวาย เป็นพระราชกุศล เนื่องใน วโรกาสที่พระองค์ทรงครองราชย์เป็นปีที่ห้าสิบ ออกแบบโดยม.ร.ว มิตรารุณ เกษมศรี นายช่างถานปนิกประจำสำนักพระราชวัง โดยฝีมือการออกแบบและก่อสร้างอย่างวิจิตรบรรจง ทรงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมไทยอันยอดเยี่ยม.ปูชนียสถานแห่งนี้เป็นความ ภาคภูมิใจของชาวบ้านกรูดและประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศ ที่ทุกคนควรหาโอกาสมาเยี่ยมชม เพื่อประจักษ์ถึงความงดงามของ ศิลปไทยและประกาศความจงรักภักดี ต่อองค์พระประมุขของชาติ มีทั้งหมด 5 ชั้นดังนี้

ชั้นที่ 1 ชั้นใต้พื้นดินเป็นที่เก็บน้ำฝนขนาดใหญ่
พื้นที่ในส่วนนี้ เป็นถังเก็บน้ำ และมีห้องเก็บของ โดยอยกออกเป็น 2 ปีก ทางด้านมุขทิศตะวันออกและมุขทิศตะวันตก

ชั้นที่ 2 เป็นโถงอเนกประสงค์และสำนักงานมูลนิธิ เพื่อพระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ
พื้นที่ในชั้นนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่คือ พื้นที่ภายในอาคาร และพื้นที่ลานประทักษิณด้านนอก ซึ่งบนลานประทักษิณนั้น มีบันได เชื่อมสู่ชั้นที่ 2 และเป็นที่ตั้งของ หอกลอง หอระฆัง และศาลารายอีก 4 หลัง และที่บริเวณมุมของฐานชั้นนี้เป็น ที่ตั้งของใบเสมา รวมทั้งหมด 8 ใบ ส่วนพื้นที่ภายในอาคารนั้นเป็นโถงโล่งขนาดใหญ่สามารถใช้งานได้อเนกประสงค์ ส่วนหนึ่งของพื้นที่นั้นถูกกัน ไว้สำหรับเป็นห้องเครื่องปั๊มน้ำ และห้องเก็บของ

ชั้นที่ 3 เป็นวิหาร บริเวณใจกลางเป็นแท่นประดิษฐาน พระพุทธรูปปางอิริยาบถสี่ จำนวน 4 องค์
ทางเข้าภายในวิหารเป็นซุ้มทำด้วยไม้สักทองแกะสลัก แท่นและซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป 4 องค์ทำด้วยหินอ่อน ผนังโดยรอบ เขียนจิตรกรรมภาพ 5 ธันวามหาราช 1 ภาพ พระราชพิธีสิบสองเดือน 12 ภาพและประเพณีท้องถิ่นภาคต่างๆ ของประเทศไทยอีก 50 ภาพ

ชั้นที่ 4 เป็นอุโบสถ
ซึ่งประดิษฐานพระประธาน มีชื่อว่า"พระพุทธลีลากาญจนวบพิตร" พระประธานในอุโบสถจัดสร้างโดยยึด ถือรูปแบบพุทธลักษณะ ปางลีลาโดยจำลองแบบมาจากพระพุทธรูปปางลีลาสมัยกรุงสุโขทัยซึ่งมีอายุกว่า 800 ปี ที่มีความงดงาม อ่อนล้อยถึงพร้อม ด้วยคุณค่า แห่งพุทธศิลปะโดยได้รับการยอมรับในระดับสากลว่า เป็นพระพุทธรูปปางลีลาที่งามที่สุดในโลก

ด้านหลังพระประธานเขียนจิตรกรรม ตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาววดึงส์อยู่ภายในกรอบ 12 นักษัตรด้านหน้า พระประธานตอนบน เขียนพระพุทธเจ้าเสด็จประทับบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ขณะโปรดพระพุทธมารดา มีต้นปาริชาติ และพระจุฬามณี ส่วนตอนล่าง ตามช่องหน้าต่างเขียนพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนกบนกระจกสีโปร่งแสงสเตน กล๊าส ส่วนบนเป็นพระปรมาภิไธย ย่อ "ภปร" และ ตราพระราชสัญจกรประจำพระองค์รัชกาลที่ 9 จำนวน 20 ภาพ บานประตูเขียนสีปิดทองเป็นรูปทวารบาล เทวดายืน แท่นมียักษ์แบก

ชั้นที่ 5 บุษบกประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ
พระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่ภายในบุษบกไม้สัก แกะสลักปิดทองตั้งอยู่บนฐานทรงสูง ทำด้วยหินอ่อนมีมุขยื่นทั้งสี่ด้าน ใจกลางประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ ปางประจำพระชนมวาร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยะเดชมหาราช

เขาคิชฌกูฏ

     เขาคิชฌกูฏ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ ต.พลวง กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี  เป็นที่ประดิษฐานของรอยพระพุทธบาทที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย "รอยพระพุทธบาท" มีลักษณะเป็นรอยบนหินแผ่นใหญ่ มีรอยลึกประมาณ 2 เมตรเศษ กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร ค้นพบที่ยอดเขาพระบาทห่างจากที่ทำการอุทยานเขาคิชฌกูฏราว 4 กม.


          ตำนานรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏมีอยู่ว่า นายติ่งและคณะได้ขึ้นบนเขาเพื่อไปหาไม้กฤษณามาขาย และได้ไปพักเหนื่อยบนลานหินกว้าง ระหว่างนั้นเพื่อนของนายติ่งคนหนึ่ง ได้ถอนหญ้าเพื่อนอนพักก็พบแหวนใหญ่ขนาดสวมหัวแม่เท้าได้ และเมื่อช่วยกันตรวจดูก็พบหินแผ่นหนึ่ง มีพื้นที่เป็นรอยรูปก้นหอย ต่อมานายติ่งและเพื่อนได้นำบุตรชายไปอุปสมบทที่วัดพลับ รุ่งขึ้นก็มีงานปิดรอยพระพุทธบาทจำลอง นายติ่งซื้อทองไปปิดแล้วจึงพูดว่าแถวบ้านตนก็มีรอยแบบนี้เช่นเดียวกัน พอดีมีพระได้ยินเข้าจึงไปเรียนให้เจ้าอาวาสวัดรับทราบ เจ้าอาวาสจึงเรียกนายติ่งเข้าไปสอบถาม พร้อมกับส่งคณะขึ้นไปพิสูจน์ดู ก็พบว่าเป็นความจริง และเมื่อตรวจดูบริเวณรอบ ๆ ก็พบกับสิ่งประหลาดมหัศจรรย์อีกหลายอย่าง รอยพระพุทธบาทนั้นท่านทรงเหยียบจารึกไว้ที่ศิลาแผ่นใหญ่ บรรจุคนนั่งได้ร้อยกว่าคน บนยอดเขาสูงสุด กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร


ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของรอยพระพุทธบาทมีหินกลมก้อนหนึ่งใหญ่มาก เรียกว่า หินลูกพระบาท ตั้งขึ้นมาอย่างน่าแปลกประหลาดมหัศจรรย์ มองดูคล้ายลอยอยู่เฉย ๆ มีคนกล่าวว่าเขาเคยเอาด้ายสายสิญจน์คล้องแล้วหลุดออกมาได้ และยังมีหินอีกลูกอยู่ตรงข้ามกับหินลูกพระบาทนี้ ก็มีรอยพระหัตถ์ไปรับหินก้อนนี้ จากรอยพระพุทธบาทกับรอยพระหัตถ์นั้น ห่างกันประมาณ 5 เมตร และยิ่งแปลกไปกว่านั้น ในก้อนหินตรงกันข้ามกับรอยพระหัตถ์ ยังมีรูปรอยเท้าใหญ่ ซึ่งเรียกกันว่ารอยเท้าพญามาร เพียงแหงนหน้าขึ้นไปจะมองเห็นได้ทันที สูงประมาณ 15 เมตร

          ต่อจากนั้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างจากหินลูกนี้ไปเพียง 15 วา มีหินลูกข้างบนเป็นลานและมองเห็นรอยรถหรือรอยเกวียน เมื่อยืนบนหินลูกนั้นมองลงไปทางทิศเหนือจะเห็นถ้ำเต่า หันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของรอยพระพุทธบาทจะเห็นถ้ำช้าง และถ้ามองจากรอยพระพุทธบาทขึ้นไป จะเห็นหินก้อนหนึ่งมีรูปลักษณะคล้ายช้างจริง เลยจากช้างไปสูงสุดนั้นเรียกกันว่าห้างฝรั่ง เพราะฝรั่งได้ขึ้นไปตั้งห้างส่องกล้องเพื่อทำแผนที่ มองไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ยังมีถ้ำอีกถ้ำหนึ่งเรียกว่าถ้ำสำเภา เพราะมีหินก้อนหนึ่งข้างบนถ้ำมีลักษณะคล้าย ๆ เรือสำเภา และยังมีอีกถ้ำหนึ่งใต้พระบาทนี้เรียกว่าถ้ำตาฤาษี

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...