วันปิยมหาราช

     พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พัฒนาสยามประเทศจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สร้างความวัฒนาให้กับชาติเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น การไฟฟ้า การไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ ฯลฯ ด้วยพระราชกรณียกิจที่ยังความผาสุกให้เกิดแก่ประชาชน ทวยราษฎร์ทั้งปวงจึงน้อมใจแสดงความจงรักภักดี ด้วยการถวายพระนามว่า "พระปิยมหาราช" หรือพระพุทธเจ้าหลวง


     เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ได้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเศร้าโศกให้กับประเทศไทยครั้งใหญ่หลวง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงประชวรเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกษัตริย์ที่เป็นที่เคารพรักของทวยราษฎร์ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอเนกประการ ทั้งในการปกครองบ้านเมืองและพระราชทานความร่มเย็นเป็นสุขแก่ชนทุกหมู่เหล่า


     ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทางราชการได้ประกาศให้วันที่ 23 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นวันที่ระลึกสำคัญของชาติเรียกว่า "วันปิยมหาราช" และกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการ

     เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยซึ่งต่อมาเป็น "กรุงเทพมหานคร" ร่วมด้วยกระทรวงวัง ซึ่งต่อมาเป็น "สำนักพระราชวัง" ได้จัดตกแต่งพระบรมราชานุสาวรีย์ ตั้งราชวัติฉัตร 5 ชั้น ประดับโคมไฟ ทอดเครื่องราชสักการะที่หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน


     พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล วันปิยมหาราช ครั้งแรกเกิดขึ้นถัดจากปีที่ได้ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายแล้วเสด็จฯ ไปถวายพวงมาลา ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะที่พระบรมราชานุสาวรีย์ 

อำเภอเบตง

     อำเภอเบตง เป็นอำเภอที่มีขนาดใหญ่ในจังหวัดยะลา นับเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ใต้สุดของประเทศไทย คำว่า เบตง เป็นภาษามลายู หมายถึง ไม้ไผ่ ซึ่งมีอยู่มากในท้องถิ่น ต้นไผ่ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของอำเภอเบตง เดิมเบตงเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของหัว เมืองมลายู ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของกรุงสุโขทัย จนมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ตอนที่ไทยเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 บ้านเมืองจึงเกิดความวุ่นวาย ระส่ำระสาย โจรผู้ร้ายชุกชุมเจ้าเมืองต่าง ๆ คิดแข็งเมือง และตั้งตนเป็นอิสระ ทำให้หัวเมืองมลายู ซึ่งเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาในขณะนั้น มีโอกาสรวมตัวกันแข็งเมือง ขึ้นเป็นรัฐอิสระ สร้างความเจริญรุ่งเรืองด้านต่าง ๆ ทั้งด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ โดยมีศูนย์กลางความเจริญอยู่ที่เมืองปัตตานี 


    จนมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์   สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ทรงรวบรวมหัวเมืองมลายูที่แข็งเมืองกลับมาเป็นเมืองขึ้นได้อีกครั้งหนึ่ง และแบ่งหัวเมืองปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมือง เมื่อพ.ศ. 2351 มีอาณาเขตชัดเจน ได้แก่ ปัตตานี ยะลา หนองจิก สายบุรี ยะหริ่ง ระแงะ และรามัน ในส่วนของเมืองรามัน นั้น คือ อำเภอเบตง รวมถึง อ.ธารโตในปัจจุบัน


     ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 การล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก แผ่ขยายเข้ามาในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น รัชกาลที่ จึงเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองใหม่จากระบบหัวเมือง เป็น มณฑล เทศาภิบาล อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน พื้นที่ของเบตงจึงถูกยกฐานะเป็นอำเภอยะรม


     อำเภอยะรม ประกอบด้วยตำบลเบตง ตำบลยะรม ตำบลอิตำ ตำบลโกรแน ตำบลบาโลมและตำบลเซะ ภายหลังการปักปันเขตแดนใหม่ในปี พ.ศ. 2452 ไทยต้องเสียดินแดนบางส่วนให้กับมาเลเซีย ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษเพื่อรักษาเอกราช โดยต้องเสียดินแดนในส่วนของกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี ปะลิส และอีก 4 ตำบลของอำเภอยะรม คือ ตำบลบาโลม ตำบลโกรแน ตำบลอิตำ และตำบลเซะ ไปรวมกับรัฐเปรัคของมาเลเซีย อำเภอยะรมจึงเหลืออยู่เพียง 2 ตำบล คือ ตำบลยะรมและตำบลเบตง

       ปี พ.ศ. 2473 ได้เปลี่ยนชื่อจากอำเภอยะรมเป็นอำเภอเบตง ทั้งยังแบ่งการปกครองใหม่เป็น 4 ตำบล คือ ตำบลเบตง ตำบลยะรม ตำบลอัยเยอร์เวง ตำบลตาเนาะแมเราะ และในปัจจุบันมีตำบลธารน้ำทิพย์ เพิ่มมาอีก 1 ตำบล เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2476 เกิดการประท้วง เรียกร้องให้รวมดินแดนอำเภอเบตง กับสหพันธรัฐมลายูของอังกฤษ โดยมีนายลู่ เง็กซี่เป็นหัวหน้ากลุ่มแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

อำเภอสวนผึ้ง

     อำเภอสวนผึ้ง นั้นเคยเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอจอมบึง เรียกว่า "ตำบลสวนผึ้ง"  เป็นตำบลที่มีพื้นที่ กว้างขวาง ทุรกันดาร เต็มไปด้วยภูเขา ป่าไม้ การคมนาคม ไม่สะดวก ประชาชนในตำบล ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ต่อมากระทรวงมหาดไทย  ได้ประกาศแบ่งพื้นที่อำเภอจอมบึง โดยตั้งเป็นกิ่งอำเภอ เรียกว่า กิ่งอำเภอสวนผึ้ง เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2517  และต่อมาได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอสวนผึ้ง เมื่อ วันที่ 1 เมษายน 2526

    

         ที่มาของคำว่า "สวนผึ้ง" นั้นเนื่องจากพื้นที่โดยทั่วไปของอำเภอสวนผึ้ง มีสภาพแวดล้อมประกอบด้วยธรรมชาติ ป่าไม้ เทือกเขา และมีต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า  “ต้นผึ้ง"   ซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีสีขาวนวลไม่มีเปลือกกะเทาะหรือลอกให้เห็น และที่สำคัญที่สุดคือจะมีผึ้งจำนวนนับแสนนับล้านตัวมาอาศัยทำรังอยู่บนต้นผึ้งเท่านั้น 

    

        อำเภอสวนผึ้ง มีเขตการปกครอง  5  ตำบล  คือ  ตำบลสวนผึ้ง  ตำบลป่าหวาย  ตำบลบ้านบึง  ตำบลท่าเคย และตำบลบ้านคา  สภาพท้องถิ่นทุรกันดาร  ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นป่าไม้  มีภูเขาสลับซับซ้อนอยู่ทั่วไป ห่างจากตัวจังหวัดราชบุรี  60  กิโลเมตร

     อำเภอสวนผึ้ง เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนก็เพราะความงามตามธรรมชาติที่แวดล้อมไปด้วยป่าเขาทำให้ผู้คนนิยมมาท่องเที่ยว และเกิดการจัดสรรที่ดินมีบ้านพักแบบรีสอร์ทขึ้นมากมาย มีร้านอาหาร เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด เรียงรายตามสองข้างถนน นับจากเขตจอมบึงไล่เรื่อยมาจน สุดแดนอำเภอสวนผึ้ง